|
จิตรกรรมวัดพระแก้ววังหน้า ฝีมือชั้นครูช่างศิลปไทย (ภูมิบ้านภูมิเมือง)
|
![]() |
![]() ชีวิตชาวบ้าน ![]() ตำนานพุทธสิหิงส์ ![]() เทพเจ้าพราหมณ์ ![]() พระพุทธรูปยืน ![]() ภาพเขียนวัดพระแก้ววังหน้า ![]() วังหน้า ในวันอาทิตย์นั้น พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนครมักจะมีกิจกรรมทางวิชาการเผยแพร่ความรู้อยู่เสมอ โดยเฉพาะสาระความรู้จากผู้รู้ผู้ศึกษาโดยตรง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสืบสวนคุณค่ากันมากขึ้น การสร้างสังคมการเรียนรู้อย่างนี้ต่างประเทศเขาทำมาก่อนแล้ว ดังปรากฏในกิจกรรมท่องเที่ยวเรียนรู้ตามพิพิธภัณฑ์และแหล่งความรู้ของท้องถิ่นหลายแห่ง ที่มักให้โอกาสสำหรับผู้เรียนได้เข้าถึงหลักฐานงานศิลปได้ง่ายขึ้น สังคมการเรียนรู้จึงให้โอกาสเรียนรู้ได้ทุกวิธีเช่นเดียวกัน วัดพระแก้ววังหน้า หรือวัดบวรสถานสุทธาวาส ที่หลายคนไม่ค่อยได้รู้เรื่องก็จะมีโอกาสได้ชมและรับรู้รายละเอียดจาก กิจกรรมนี้ด้วย จึงขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน วัดพระแก้วนี้แม้จะสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓เมื่อพ.ศ.๒๓๖๙ ก็มีลักษณะเด่นที่น่าสนใจมาก ด้วยสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ พระมหาอุปราช ได้สร้างขึ้นเพื่อในบริเวณพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า ซึ่งปัจจุบันเป็นบริเวณวิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ไปแล้ว วัดนี้อยู่ด้านเหนือของวังหน้า ทำให้เชื่อว่าน่าจะเป็นวัดที่สร้างประจำวังเช่นเดียวกับวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกตนั่นเอง สมัยแรกวังหน้าถือเอาวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์เป็นวัดสำคัญ สำหรับเหตุผลที่ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ทรงสร้างวัดนี้นั้นมีความ เล่ากันหลายความไม่มีข้อยุติว่าเป็นอย่างไร เช่นทรงสร้างแก้บนในคราวเสด็จยกกองทัพไปปราบขบถเวียงจันทน์ กับมีเรื่องว่าเดิมนั้นจะทรงสร้างเป็นยอดปราสาท ขนาดปรุงตัวไม้ไว้แล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบเรื่องจึงมีรับสั่งให้ไปห้ามว่า ในพระราชวังไม่มีธรรมเนียมที่จะมีปราสาท จนเป็นเหตุให้สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์น้อยพระทัยจึงโปรดให้ แก้ไขเป็นหลังคาจัตุรมุข ดังปรากฏทุกวันนี้ ในประชุมพงศาวดารภาคที่ ๑๓ กล่าวเพียงว่า กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ ทรงสร้างพระพุทธรูปยืนขนาด ๖ ศอก องค์หนึ่งสำหรับประดิษฐานในพระอุโบสถ คงเท่านี้จนสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ สวรรคต พ.ศ. ๒๓๗๕ วังหน้าและวัดแห่งนี้จึงทิ้งว่างอยู่เป็นเวลานานถึง ๑๘ ปี ในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาประทับที่พระราชวังบวรสถานมงคลแห่งนี้คราวนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริที่จะอัญเชิญพระพุทธสิหิงส์ไปประดิษฐานเป็นประธานในอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส จึงทรงโปรดเกล้าฯให้ก่อฐานชุกชีที่จะตั้งบุษบกกลางไว้พระอุโบสถ และให้ช่างเขียนจิตรกรรมฝาผนังเป็นตำนานพระพุทธสิหิงส์กับพระประวัติพระ พุทธเจ้า ๒๘องค์ไว้อย่างงดงามมาก แต่ยังไม่ทันเสร็จพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตลงเสียก่อน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ จึงโปรดให้ทำต่อจนสำเร็จสมบรูณ์ สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ฯตรัสว่า เจ้าฟ้าอิศราพงศ์เป็นแม่กองจัดช่างฝีมือดีเข้าเขียน มีฝีมือพระอาจารย์แดง วัดกหงส์ฯเขียนภาพชนช้างไว้ห้องหนึ่ง อีกภาพหนึ่งเป็นฝีมือนายมั่น เขียนภาพการทิ้งลูกกัลปพฤกษ์ ดังนั้นจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดพระแก้ววังหน้า จึงนับสถานที่ชุมนุมภาพจิตรกรรมไทยฝีมือชั้นครู อันเป็นต้นแบบในการเรียนรู้ลักษณะของจิตรกรรมไทยเป็นอย่างดี ซึ่งมีทั้งภาพเก่าและภาพใหม่ จากฝีมือช่างโบราณในสมัยรัชกาลที่ ๔ พูดได้ว่าภาพจิตรกรรมในโบสถ์หลังนี้เป็นฝีมือครูที่สอนนักเรียนช่างศิลปะของกรมศิลปากร ใช้เป็นบทเรียนในการฝึกหัดเขียนภาพไทย มีการคัดลอกภาพที่งามๆ ไว้ศึกษาแบบแผนศิลปะไทยตลอดมา ภาพจิตรกรรมเหล่านี้นับเป็นหลักฐานสำคัญต่อการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และวัฒนธรรมสัมพันธ์ของประเทศแถบเอเซียอาคเนย์ ด้วยเป็นภาพที่ให้ความรู้เกี่ยวกับวรรณคดี ศาสนา และนาฏยศาสตร์ นั่นคือ ฝาผนังส่วนบนทุกด้านเป็นภาพพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า ๒๘ องค์ บานประตูหน้าต่างและฝาผนังที่อยู่ในแนวเดียวกันมีภาพเรื่องราวเกี่ยวกับ ตำนานพุทธสิหิงส์ นิทานไทยโบราณ ประวัติพระคเณศและช้างอัษฎทิศ ภาพวรรณคดีเรื่อง อุณรุฑ รามเกียรติ์ นารายณ์สิบปาง ตลอดจนภาพเทพเจ้า และอมนุษย์ของอินเดีย ในคัมภีร์มหาภารตะและนิยายปุราณะต่างๆ ส่วนหน้าต่างด้านใต้เป็นภาพตำนานการฟ้อนรำ ที่ช่างได้เขียนเป็นภาพพระศิวะกำลังเหยียบอสูรที่มีชื่อว่า มุยะละคำ อันเป็นภาพที่เลียนแบบมาจากเทวรูปปางศิวะนาฏราชที่มีชื่อเสียงในแถบอินเดีย ใต้ นอกจากนี้ยังมีภาพพระราชพิธีโสกัณต์ และภาพการละเล่นของไทย เช่น กระอั้วแทงควาย แทงวิไสย ไต่ลวด ญวนหกรำหางนกยูง และภาพละครรำ อยู่ทางด้านเหนือและด้านใต้ของพระอุโบสถ สรุปได้ว่าภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดพระแก้ววังหน้านี้ มีอายุประมาณ ๑๖๐ ปี ซึ่งมีคุณค่ายิ่งนัก นับว่าเป็นภูมิบ้านภูมิเมืองสำคัญของศิลปกรรมหรือช่างศิลปไทย ที่บอกกันว่าหวงแหนนักหนา...จนต้องปิดประตูให้ได้แต่ดูมากกว่าจะช่วยกันเผยแพร่ให้รู้สึกได้ว่าเป็นสมบัติของชาติประชาชน |
ที่มา : น.ส.พ.แนวหน้า ฉบับวันอาทิตย์ที่ 20 มีนาาคม พ.ศ. 2554
ขออนุญาตเผยแพร่ ด้วยจิตคารวะ

หน้าแรก
บทความ
เว็บบอร์ด
เอนไซม์
ติดต่อเรา
รวมรูปภาพ
ประกันภัย
ข่าวสาร









ประกันภัย