"มะเร็งปากมดลูก" รู้ทัน ป้องกันได้
![]()
ขึ้นชื่อว่ามะเร็ง ใครๆ ก็ไม่อยากเป็น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า อันตรายของมะเร็งทุกชนิดคือ การทำให้สูญเสียการทำงานของอวัยวะที่เกิดโรคหรือโรคแพร่กระจายไป ดังนั้น อันตรายของโรคมะเร็ง จึงขึ้นอยู่กับอวัยวะที่เกิดมะเร็งและอวัยวะที่แพร่กระจาย ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม -การมีเลือดออกทางช่องคลอด ทั้งเพียงเล็กน้อยหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือการมีเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน การมีเลือดประจำเดือนมากหรือนานกว่าปกติ |
|||||
ดังนั้น ผู้หญิงทุกคนจะต้องเอาใจใส่ต่อสุขภาพ ตรวจคัดกรองเป็นประจำ เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่ง รศ.พญ. เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์ กล่าวแนะนำเพิ่มเติมว่า การป้องกันโรคมะเร็ง ชนิดใดๆ ก็คือการหลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็งของโรคนั้นๆ ซึ่งสำหรับในมะเร็งปากมดลูกก็คือเชื้อไวรัสเอชพีวี ซึ่งปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ช่วยลดอัตราเสี่ยงการเกิดมะเร็งปากมดลูกลงกว่า 70% จึงน่าจะมีผลในการลดอุบัติการณ์ของมะเร็งปากมดลูกได้ในอนาคต และเพื่อช่วยให้การป้องกันมีประสิทธิภาพสูงสุด การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ควรทำร่วมกับการตรวจคัดกรองเป็นประจำ โดยควรจะเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่มีเพศสัมพันธ์ เพราะในการเกิดมะเร็งปากมดลูก จะผ่านขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่เริ่มมีการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีเรื้อรัง และเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ภาวะอักเสบเรื้อรังที่นำไปสู่มะเร็ง การตรวจคัดกรองจะทำให้สามารถรักษาภาวะผิดปกติต่างๆก่อนที่จะเกิดเป็นมะเร็ง หรือตรวจพบมะเร็งระยะแรกเริ่ม ที่รักษาให้หายขาดได้ เพื่อป้องกันการเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามหรือแพร่กระจาย นอกเหนือจากการฉีดวัคซีนแล้ว ควรมีชีวิตครอบครัวที่ถูกต้องและจะต้องเอาใจใส่ต่อสุขภาพ ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ แม้จะมีอายุมากแล้วและไม่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ คือไม่มีประจำเดือนและไม่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ก็ยังต้องตรวจคัดกรองตามระยะเวลาที่เหมาะสม ตามคำแนะนำของแพทย์ ก็จะช่วยให้หญิงไทยห่างไกลมะเร็งปากมดลูก เพราะสามารถตรวจได้ง่าย จึงตรวจพบได้ตั้งแต่ก่อนแสดงอาการ และยังสามารถตรวจพบภาวะผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกได้ตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนไปเป็น เซลล์มะเร็ง ซึ่งจะสามารถรักษาได้ผลดีในระยะเริ่มต้น โดยการรักษามะเร็งปากมดลูก จะเป็นการรักษาเฉพาะที่ เนื่องจากมะเร็งปากมดลูก มีธรรมชาติของโรคเป็นการลุกลามเฉพาะที่มากกว่าการแพร่กระจายไปตามกระแสเลือด ซึ่งอาจเป็นการผ่าตัด การฉายรังสี หรือการใช้เคมีบำบัด หรือใช้หลายวิธีร่วมกัน ขึ้นอยู่กับระยะที่เป็น หรือการแพร่กระจายของโรค ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัย |
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2554
ขออนุญาตเผยแพร่ ด้วยจิตคารวะ

หน้าแรก
บทความ
เว็บบอร์ด
เอนไซม์
ติดต่อเรา
รวมรูปภาพ
ประกันภัย
ข่าวสาร




ประกันภัย