เจาะเลือดหาค่า'พีเอสเอ'วินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมากได้ฉับไว

มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตหลักของผู้ชายทั่วโลก เนื่องจากการตรวจพบทำได้เพียงการตรวจทางทวารหนักเท่านั้น ทำให้กว่าจะพบเนื้อร้ายก็ลุกลามกระจายไปสู่ร่างกายส่วนอื่นเสียแล้ว!!
ปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถรักษามะเร็งต่อมลูกหมากในระยะสุดท้ายได้อย่าง เด็ดขาด มีเพียงยาที่ช่วยพยุงอาการเท่านั้น ดังนั้นวิธีที่จะต่อสู้กับโรคนี้ได้ดีที่สุด คือ การตรวจพบในระยะเริ่มต้น เพื่อจะได้ทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที เพราะยิ่งตรวจพบเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่จะรอดชีวิตก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
น.ท.ดร.นพ.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล แพทย์ประจำหน่วยระบบทางเดินปัสสาวะ ภาควิชาศัลยกรรม โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงผลการตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมากว่าจากการ
วิจัยทั้งในอเมริกาและยุโรป พบว่า การตรวจเลือดหาค่าพีเอสเอ (prostate specific antigen : PSA) ควบคู่กับการตรวจทาง ทวารหนัก สามารถช่วยให้ตรวจพบผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือ ผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะแรกเริ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
พีเอสเอ คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่ผลิตจากเซลล์ต่อมลูกหมาก ทำหน้าที่เป็นเอนไซม์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของน้ำอสุจิจึงมีลักษณะเป็นน้ำ ส่วนใหญ่แล้ว พีเอสเอมักจะออกจากร่างกาย ระหว่างการหลั่งน้ำอสุจิ แต่มีปริมาณน้อยมากที่สามารถเข้าในกระแสเลือดได้
การตรวจวัดค่าพีเอสเอเหมือนกับการตรวจเลือดทั่วไป แต่ไม่ต้องงดอาหารและเจาะเลือดตรวจเวลาใดก็ได้ จากนั้น ระดับค่าพีเอสเอจะถูกวัดโดยวิธีการทางห้องปฏิบัติการที่เรียกว่าการ วิเคราะห์ภูมิคุ้มกันทางเคมี ซึ่งผลของการทดสอบมักจะรายงานเป็นนาโนกรัมต่อมิลลิลิตร (ng/ml) เมื่อมีค่าพีเอสเอที่สูงขึ้นหรือมีการเปลี่ยนแปลงอาจจะเป็นสัญญาณ บอกว่ามีความผิดปกติของต่อมลูกหมากเกิดขึ้น
โดยปกติค่าพีเอสเอจะขึ้นอยู่กับระดับฮอร์โมนเพศชายเป็นหลัก ตามด้วยอายุ ซึ่งค่า พีเอสเออาจจะค่อย ๆ สูงขึ้น ตามอายุได้ รวมทั้งเชื้อชาติ และขนาดต่อมลูกหมากด้วย ถึงแม้ผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากจะมีความเข้มข้นของพีเอสเอในเลือดสูง แต่ก็ไม่ได้มีความหมายว่าทุกคนที่มีค่าพีเอสเอสูงจะเป็นมะเร็ง
“สาเหตุที่ค่าพีเอสเอสูง อาจเกิดจากอาการต่อมลูกหมากโต ต่อมลูกหมากอักเสบ โดยที่ไม่มีเนื้อร้ายที่ต่อมลูกหมากก็ได้ จึงต้องตรวจให้ละเอียดอีกครั้งโดยการตรวจหาพีเอสเออิสระเพื่อจำแนกผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งออกจากกลุ่มที่เป็นต่อมลูกหมากโต”
การวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมากของคนไข้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตรวจเลือดหาค่าพีเอสเอ เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องยึดหลักการตรวจร่างกาย ซัก ถามประวัติเกี่ยวกับครอบครัว ตลอดจนการตรวจทางทวารหนักร่วมด้วย
“เมื่อผลการตรวจค่าพีเอสเอ อยู่ที่ระดับ 4.0 ng/ml ถือว่าเป็นค่าที่ยอมรับได้สูงสุดในคนปกติ แต่ถ้าระดับของพีเอสเอ มากกว่า 10 ng/ml ผู้ป่วยจะต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยวิธีการทางพยาธิ หรือ การตรวจทางทวารหนักต่อไปเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง จะได้ทำการรักษาต่อไป
โดยค่าพีเอสเออยู่ในช่วง 2-4 ng/ml และมีอัตราส่วนต่ำกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ จะใช้วิธีตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิร่วมด้วย ถ้าค่าพีเอสเออยู่ในช่วง 4-10 ng/ml และมีอัตราส่วนต่ำกว่า 23% จะใช้วิธีตรวจทางพยาธิ แต่ถ้าค่าพีเอสเอมากกว่า 10 ng/ml และมีอัตราส่วนต่ำกว่า 23% แสดงว่ามีโอกาสเป็นต่อมลูกหมากโต ไม่จำเป็นต้องตรวจทางพยาธิอีกแล้ว”
สำหรับการตรวจทางทวารหนัก จะทำก็ต่อเมื่อคนไข้เจาะเลือดหาค่าพีเอสเอแล้วพบว่าอยู่ในระดับที่สูง รวมทั้งเมื่อหมอประเมินว่าคนไข้มีปัญหาในการปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะติดขัด รวมไปถึง เมื่อผู้ป่วยอยู่ในภาวะต่อมลูกหมากโต
การตรวจทางทวารหนักทำได้โดยให้คนไข้นอนหงายงอตัวบนเตียงตรวจหรือนอนตะแคงบน เตียงแล้วงอขาขึ้นให้เข่าชิดหน้าอก หมอจะใช้นิ้วมือที่สวมถุงมือที่ทาสารหล่อลื่นด้านนอกสอดเข้าไปในทวารหนัก เพราะต่อมลูกหมากอยู่หน้าต่อจากทวารหนัก หมอจะคลำดูว่าต่อมลูกหมากโตมากผิดปกติหรือไม่
รวมทั้งดูว่ามีก้อนนูน มีรูปร่างหรือเนื้อผิวของต่อมลูกหมากที่บ่งบอกความเป็นไปได้ของการเป็นมะเร็งหรือไม่ ถึงแม้การตรวจทางทวารหนักจะทำให้คนไข้รู้สึกไม่สะดวกแต่ก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น
“มีหลายปัจจัยที่ทำให้ค่าพีเอสเอสูงขึ้น แต่ระดับพีเอสเอที่สูงขึ้นในกระแสเลือดไม่ได้มีอันตรายเหมือนระดับไขมันในหลอดเลือด ดังนั้น การตรวจเลือดหาค่าพีเอสเอและตามด้วยการตรวจทางทวารหนัก จึงถูกนำมาใช้สำหรับค้นหาคนไข้ที่อาจอยู่ในภาวะมะเร็งต่อมลูกหมากได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นทำให้คนไข้ได้รับการรักษาได้เร็วขึ้น ส่งผลให้อุบัติการณ์ของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ การตรวจพีเอสเอยังถูกนำมาใช้ในการติดตามผลการเปลี่ยนแปลง คนไข้มะเร็งต่อมลูกหมากหลังการเข้ารับการรักษาอีกด้วย”
น.ท.ดร.นพ.สมพล กล่าวทิ้งท้ายว่า การตรวจหาค่า พีเอสเอ จะช่วยให้พบผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้เร็วขึ้น ฉะนั้นผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะต่อมลูกหมากโต หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงควรเจาะเลือดตรวจหาค่า พีเอสเอ หากเป็นโรคมะเร็งจะได้รักษาได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น
ส่วนผู้ป่วยที่อยากตรวจเพื่อคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากจะต้องเข้าใจว่า ค่าพี เอส เอ เมื่อตรวจแล้วจะมีผลเป็นอย่างไร เหมาะสมหรือไม่ที่จะตรวจหาค่าพีเอสเอ โดย ช่วงอายุที่ไม่เหมาะในการตรวจคัดกรอง คือ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไป รวมทั้งผู้ที่มีสุขภาพไม่ดี เนื่องจากจะเป็นอันตรายมากกว่า เพราะโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเป็นโรคที่มีการขยายตัวค่อนข้างช้า คนไข้ถ้าอายุมาก หมายถึงน่าจะมีชีวิตไม่เกิน 10 ปี ซึ่งอาจเสียชีวิต จากโรคหัวใจ เบาหวาน หัวใจวาย แต่ไม่ได้เสียชีวิตจากมะเร็งต่อมลูกหมากก็ได้ จึงไม่เหมาะสม เพราะบางทีอาจจะทำให้เกิดความกังวลใจ หรือมีการรักษาที่เกินความจำเป็นได้ ตรงนี้จะต้องประเมินความเหมาะสมร่วมด้วย
ที่มา : น.ส.พ.เดลินิวส์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ.2554
ขออนุญาตเผยแพร่ ด้วยจิตคารวะ

หน้าแรก
บทความ
เว็บบอร์ด
เอนไซม์
ติดต่อเรา
รวมรูปภาพ
ประกันภัย
ข่าวสาร


ประกันภัย